วันศุกร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เข้าใจผู้ชายและผู้หญิง

...ชายและหญิงเมื่อเกิดความรักขึ้นในดวงใจแล้ว เขาและเธอย่อมอยากจะพลีร่างกายเข้าด้วยกันด้วยความพิศวาสที่แสนจะวาบหวามรัญจวนใจและชวนให้เกิดความหลงใหลผูกพันในกันและกันไปอย่างต่อเนื่อง...
แต่บางครั้งความไม่เข้าใจกันก็ต้องเกิด และหลายต่อหลายคู่ต้องแยกทางจากกันไปด้วยความไม่เข้าใจ หรืออาจจะเรียกได้ว่า ไม่พยายามจะเข้าใจกันก็เป็นได้
หลายครั้งเมื่อมีคำถามเกิดขึ้นว่าทำไมหนอคู่ที่รักกันมากมายจี๋จ๋ากันจนหลายคนที่เห็นเกิดความอิจฉาริษยา แรกรักน้ำต้มผักก็ว่าหวาน ครั้นอยู่นานไปน้ำอ้อยก็กร่อยขม แน่นอนว่า กามารมณ์นั้นเป็นพื้นฐานของชีวิตคู่ที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ บทพิศวาสที่เกิดจากใจที่ตรงกัน และมีความสุขสมร่วมกันนั้นเป็นสัมผัสรักอย่างดี เป็นการบอกรักแก่กันและกันที่เรียบง่ายและไม่จำเป็นจะต้องใช้คำพูด แต่อาศัยการกอดรัดสัมผัสทางกายที่แสนจะซาบซึ้ง ถ่ายทอดความรักความเอื้ออาทรแก่กันแทน การจะมีกามารมณ์และบทพิศวาสที่สุขมสมอารมณ์หมาย จึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่จะต้องศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ และปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิมๆ ที่บางครั้งอาจทำให้เบื่อหน่าย การเรียนรู้ในความต้องการของกันและกัน การช่วยเหลือเกื้อกูลสอดประสานบทพิศวาสแก่กัน การเอาใจเธอมาใส่ใจเราล้วนแล้วแต่เป็นเทคนิคและเคล็ดลับที่บอกต่อๆ กันมา ในการนำเอานาวารักที่พายร่วมกันข้ามนทีสีทันดรไปยังฝั่งฝันที่มุ่งมาดและปรารถนาจะสุขสมร่วมกัน ผู้ชายและผู้หญิงนั้นไม่เหมือนกัน และบางครั้งก็ไม่เข้าใจกันที่จริงแล้วลองถามตัวเองกันดูบ้าง หลายต่อหลายคนยังไม่ค่อยเข้าใจตัวเองเลย แล้วจะให้คนอื่นมาเข้าใจได้อย่างไร คนเราเมื่อรักกัน และใช้ชีวิตร่วมกันแล้ว ย่อมจะสามารถพูดจาสนทนาภาษารักและบอกความในใจที่ต้องการต่อกันและกันได้ ไม่น่าจะมีอะไรมาบิดบัง ควรปรับตัวให้สอดคล้องกับความต้องการของกันและกันในอันที่จะนำมาซึ่งความสุขในการมีชีวิตคู่ คนสองคนที่มาจากต่างถิ่นต่างฐาน ต่างความเชื่อ ต่างการเรียนรู้จะไม่มีทางเข้าใจกันเลย ถ้าไม่รู้จักสนทนาโอภาปราศรัยกันและที่สำคัญควรจะพูดคุยกันด้วยมธุรสวาจาและสร้างสรรค์ ไม่ควรจะต่อว่าต่อขานกัน

เอาล่ะครับ มาลองเข้าใจผู้ชายและผู้หญิง ในรูปแบบที่เป็นและเป็นอยู่ตามความจริงของธรรมชาติ กันดีกว่า…จำไว้ว่า
ผู้หญิงต้องเกิดความรักก่อนจึงจะเกิดอารมณ์และความต้องการทางเพศและในอันที่จะมีอารมณ์ปรารถนาลุกโชนนั้น เธอต้องอยู่ในสภาวะที่ผ่อนคลาย ไม่เครียด อารมณ์พิศวาสจึงจะเปิดรับการกระตุ้นง่ายๆ และเมื่อเกิดอารมณ์พิศวาส แล้วเธอจึงอยากจะร่วมรัก และมีความสุขไปถึงจุดสุดยอด ผู้ชายส่วนใหญ่แล้วเมื่อเกิดความตึงเครียด ฮอร์โมนเพศชายจะหลั่งออกมามากทำให้อยากกระทำอะไรที่ผ่อนคลาย การอยากจะร่วมรักกับสาวคนรักเป็นความเครียดภายในตัวเขาอย่างหนึ่งที่อยากจะระบายออกมา ในความคิดของพวกเขาแล้ว ตามสภาพจิตใจใต้สำนึกเป็นความรักไม่ใช่เป็นการระบายความใคร่ อย่างที่ผู้หญิงหลายคนเข้าใจ และเมื่อเขาได้ระบายความอึดอัดจากความรักในอกออกไปจนสุขสมแล้ว เขาถึงจะเกิดการผ่อนคลาย หายเครียด จนเกิดนึกรักผู้หญิงคนที่เขามีความสุขด้วยเพิ่มขึ้น ผู้หญิงต้องการเวลาเนิ่นนานกว่าผู้ชายในการเล้าโลมให้เกิดอารมณ์พิศวาส เปรียบผู้หญิงเหมือนเตาไฟฟ้า ซึ่งต้องเสียเวลาวอร์มอัพก่อนที่จะเกิดความร้อนออกมาในขณะที่ผู้ชายเปรียบเสมือนเตาแก๊ส ซึ่งเมื่อเปิดแก๊สจุดไฟ ก็ติดทันทีและให้ความร้อนทันควัน ขณะเดียวกันเมื่อปิดเตาแก๊สไฟก็จะดับทันที ส่วนเตาไฟฟ้ายังต้องการเวลาอีกสักระยะหนึ่งกว่าที่จะดับสนิท แต่ในระหว่างที่กำลังจะดับลงไปนั้นถ้าเปิดเตาไฟฟ้าใหม่ เตาจะร้อนเร็วขึ้นเพราะมีความร้อนหลงเหลืออยู่ พร้อมที่จะทำงานใหม่ ด้วยเหตุนี้เองที่ผู้หญิงจะมีอารมณ์พิศวาสได้ช้ากว่าผู้ชาย และต้องการการเล้าโลมที่เนิ่นนานกว่า แต่เธอสามารถที่จะไปถึงดวงดาว ได้หลายครั้งในการร่วมรักครั้งหนึ่ง ถ้าคู่ของเธอมีน้ำอดน้ำทนเพียงพอ ส่วนผู้ชายนั้นหลังจากสุขสมอารมณ์หมายแล้ว ก็ต้องการเวลาในการพักฟื้นสักระยะหนึ่งก่อน ผู้หญิงอยากจะมีบทรักช่วงเล้าโลมและช่วงเวลาหลังความสุขสมมากกว่า ในขณะที่ผู้ชายจ้องแต่ช่วงที่มีการร่วมรักและมีบทพิศวาสในดินแดนส่วนสงวนของเธอเท่านั้นเป็นส่วนใหญ่ ผู้หญิงเป็นพวกอนุรักษ์นิยมและเมื่อเธอมีความสุขในรูปแบบใดแล้วเธอก็อยากจะให้ทำแต่รูปแบบเดิมๆ ซึ่งน่าเบื่อในความคิดของผู้ชายที่ชอบแสวงหาเทคนิคใหม่ๆ ดังนั้นควรจะมีการปรับปรุงท่วงท่าลีลารักและลีลาพิศวาสเป็นประจำสม่ำเสมอจะได้ไม่น่าเบื่อจนกลายเป็นทำการบ้าน ลองนึกดูสิครับว่า เริ่มต้นก็เป็นแบบนั้นและลงท้ายแบบนี้จะทนทำอยู่ได้นานเท่าใด สิ่งที่ฝังหัวอยู่ในผู้ชายเสมอมาในทุกยุคทุกสมัยก็คืออยากให้ผู้หญิงเป็นของเขาเป็นคนแรก ในขณะที่ผู้หญิงอยากให้เขาเป็นของเธอเป็นคนสุดท้าย
ในการร่วมรักกันนั้น สิ่งที่ผู้หญิงต้องการคือ "คุณภาพ" สิ่งที่ผู้ชายต้องการคือ "ปริมาณ" ผู้ชาย สนใจใน "ขนาด" ของตนเองว่าจะมีขนาใดหญ่เพียงพอหรือไม่จะให้ความสุขกับผู้หญิงของเขาด้วยความ "ใหญ่" ของเขาได้หรือไม่ ผู้หญิงไม่ได้ต้องการความ "ใหญ่" แต่ต้องการ "ความรัก" มากกว่า นักเพศศาสตร์ทั้งหลายบอกเสมอๆ ว่า ขนาดนั้นไม่สำคัญเท่าเทคนิคของการร่วมรักเลย และมักจะมีคำพูดที่กล่าวกันต่อๆ มาเสมอว่า…ขนาดของเรือนั้นมันไม่สำคัญหรอก สำคัญตรงที่ว่ากัปตันจะสามารถนำเรือรักเรือสำราญของเขาผ่านพ้นปากอ่าวเจ้าพระยาไปโดยไม่ล่มปากอ่าวเสียก่อนเท่านั้นแหละ เพราะปัญหาใหญ่ของชายชาตรีก็คือ หลั่งเร็วหรือนกกระจอกไม่ทันกินน้ำ เวลาที่เริ่มปฏิบัติการ พอเริ่มลงมือ ผู้ชายก็คิดถึงจุดหมายปลายทางคือ จุดสุดยอดแล้ว ในขณะที่ผู้หญิงคิดถึงว่า ทำอย่างไรหนอความสุขสมจะยืนยาว ชั้นสวรรค์จึงสั้นนักสำหรับเขาและเธอทั้งสอง และเขาก็ไม่สามารถจูงเธอขึ้นสวรรค์ ได้สักทีด้วยอวัยวะส่วนนั้นของเขา
สิทธิทางเพศศึกษาจึงบอกว่า ทั้งชายและหญิงมีสิทธิที่จะสุขสมด้วยตนเองเมื่อเกิดอารมณ์ที่ปรารถนาทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นโสด แต่งงานแล้วหรือเป็นม่ายก็ตาม การไปถึงจุดสุดยอดด้วยตนเองจึงเป็นสิทธิทางเพศชั้นพื้นฐาน ของมนุษยชาติด้วยประการฉะนี้
ผู้หญิงหลายคนเมื่อเข้าสู่วัยทองแทนที่จะหมดอารมณ์ทางเพศกลับมีความต้องการทางเพศมากขึ้นจนกลัวใจ ขอบอกว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เป็นไปได้ และถ้าหนุ่มวัยทองของเธอมีความต้องการตรงกันทุกอย่างก็จะราบรื่นและสุขสม แต่ถ้าหนุ่มวัยทองข้างกายเป็นประเภทหมดสมรรถภาพทางเพศหรือหมดอารมณ์พิศวาสไปแล้วล่ะก็ ทางออกที่ดีที่สุดคือการสุขสมด้วยตนเองรวมทั้งจินตนาการถึงความหลังที่ซาบซึ้งในอดีต ก็จะทำให้สามารถผ่านวันเวลาไปได้โดยไม่ลำบาก ผู้ชายวัยทองนั้น อวัยวะส่วนนั้นจะไม่ทำงาน แม้ว่าจะมีอารมณ์และความต้องการทางเพศ จำต้องได้รับการกระตุ้นโดยตรงต่ออวัยวะแห่งความเป็นชาย ไม่ว่าจะกระตุ้นด้วยมือหรือทำรักด้วยปาก และคุณผู้หญิงคู่ชีวิตทั้งหลายจำไว้ว่าถ้าเขามีอารมณ์แต่อวัยวะไม่ขยายพอจะปฏิบัติการได้แล้ว การใช้มือช่วยกระตุ้นให้เขาขึ้นสวรรค์ ก็เป็นทางออกที่ดีที่สุดที่จะทำให้เขาสมหวัง

การให้อภัย

ผมได้รับเชิญให้ไปออกที.วี. โดยให้พูดถึงเรื่องการให้อภัยเพื่อนมนุษย์ เพราะจะทำให้มนุษย์มีเสน่ห์มากขึ้น เมื่อเร็วๆ นี้
ความจริงเรื่องการให้อภัยนั้นมีคนพูดถึงกันมาก และก็รู้ว่าเป็นสิ่งดีที่ควรจะให้อภัยคนอื่นให้ได้ แต่คนที่พูดว่าให้อภัยแล้วปากพูดไปแต่ใจไม่ยอมให้อภัยยังมีอีกมากรวมถึงคนที่บอกว่า ไม่สามารถให้อภัยได้เพราะยังแค้นอยู่ก็มีมาก
การให้อภัยจึงไม่ใช่ของง่ายๆ เลย ทำยากกว่าการให้สิ่งของ ให้เงิน หรือให้กำลังใจคนอื่นเสียอีก ถ้าใครรู้จักการให้อภัยได้ ถือว่าเป็นการทำงานชิ้นเยี่ยมของชีวิตได้ และทำให้มีความสุขมากขึ้น

คนพร้อมจะโกรธและไม่ให้อภัย

มีผู้ทุกข์มาปรึกษาที่คลินิกเป็นจำนวนมากด้วย ความโกรธแค้นผู้อื่น และไม่สามารถอภัยได้ ทำให้เกิดเป็นความทุกข์เรื้อรังบางคนถึงขั้นมี อาการทางฝ่ายกายร่วมด้วยหลายๆ อย่าง และที่แน่ๆ ก็คือบุคคลเหล่านี้อารมณ์ไม่ดีบ่อยๆ มักจะโกรธ และผิดหวังได้ง่ายๆ 
ตัวอย่างเช่น :
มีผู้หญิงคนหนึ่งโกรธสามีมากที่สามีทำดีเฉพาะกับญาติพี่น้องของเขา แต่กับภรรยาจะเข้มงวด ขี้เหนียวและเอาเปรียบ ภรรยาไม่ยอมให้อภัย เธอพยายามขอหย่า สามีไม่ยอม ภรรยาก็หาทางแก้แค้นตลอดมา ไม่ยอมยกโทษให้
อีกรายหนึ่งเป็นกรณีสามีแค้นภรรยาที่มาทราบหลังจากแต่งงานได้ไม่นานว่า ภรรยาเคยมีแฟนมาก่อน และเคยมีความสัมพันธ์ทางเพศกับแฟนเก่า สามีแค้นมาก ไม่ยอมให้อภัย ไม่มีอารมณ์ทางเพศด้วย แต่ยังไม่ยอมหย่า
อีกรายหนึ่งเป็นกรณีลูกชายวัยหนุ่มแค้นพ่อที่เข้มงวดกับเขาตั้งแต่เขายังเด็ก พ่อรักลูกไม่เท่ากัน ลำเอียง ขณะนี้เขาเรียนจบแล้วมีการงานทำดี แต่ยังโกรธแค้นพ่อไม่หายขนาดลั่นวาจาต่อหน้าพ่อ ว่าถ้าตายก็ไม่ต้องเผาผีกัน
มนุษย์พร้อมจะโกรธคนอื่นได้ง่ายเพราะเขาสนใจและรักตัวเองมากไป มักจะจับผิดคนอื่น หรือโยนความผิดไปให้คนอื่น หรือตั้งมาตรฐานตัวเองสูงมากจนมองคนอื่นทำผิดได้ง่าย เพราะไม่เข้ามาตรฐานที่เขาตั้งเอาไว้หรือผิดหวังเพราะคิดว่ามนุษย์ทุกคนจะต้องมีความดีพร้อม ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้ และมนุษย์ก็ไม่พร้อมจะให้อภัย หรืออยากล้างแค้นให้สมใจเสียก่อน หรือเกิดความระแวงว่าจะเกิดความเจ็บปวดขึ้นอีก
หลายๆ คนคอยเตือนความทรงจำเกี่ยวกับความโกรธแค้นด้วยการคิดถึงบ่อยๆ หรือจดบันทึกเหตุการณ์ที่โกรธเอาไว้ ยิ่งทำให้ไม่สามารถลืมได้ แถมจะยิ่งโกรธแค้นมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่สามารถอภัยได้เลยจนตาย

คนที่ไม่อภัยคือคนแพ้

ถ้าเราโกรธใครเพราะคิดว่าเขาทำผิดต่อเรา และเราไม่ให้อภัยเขานั่นก็เหมือนกับเราคือผู้แพ้ เขาคือผู้ชนะ เพราะเราจะให้เวลาและความสำคัญกับเขาบ่อยๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งทุกข์ทำอะไรก็ไม่ได้ ตัวเราเองจะทุกข์มากขึ้น ส่วนเขาจะทุกข์หรือไม่ เราไม่รู้ ตกลงเราคือผู้แพ้ เขาคือผู้ชนะ
แต่ถ้าหากเราให้อภัยได้ เราไม่แคร์ว่าเขาจะทำอย่างไรกับเรา เรื่องมันผ่านไปแล้วเป็นเรื่องของอดีต เราก็จะกลายเป็นผู้ชนะทันที ถ้าเขาทำผิดกฎหมายก็ให้ต่อสู้ในแง่กฎหมาย
ถ้าเขาผิดโดยเราต่อสู้ไม่ได้และเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ก็ต้องคิดว่าเป็นเรื่องของวิบากกรรม ที่เราอาจจะเคยทำสิ่งที่ไม่ดีกับเขาเอาไว้ก่อนในอดีต ผลกรรมจึงตามมาทำให้เราทุกข์เราต้องถ่อมตัว ถ่อมใจ ยอมรับความทุกข์นั้น และทำดีให้มากขึ้นโดยหวังว่าผลของการทำดีนั้นจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้น พ้นจากวิบากกรรมนั้นได้เร็วๆ ส่วนเขาที่ทำความผิดกับเรา ทำให้เราเดือดร้อน เจ็บปวด เขาก็จะได้รับผลของการกระทำนั้นเองในอนาคต
ต้องเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมเอาไว้บ้าง จะได้มีแนวคิดที่สร้างสรรค์ได้ ไม่จนมุม ถ้าไม่เชื่ออย่างนี้ก็จะเกิดการยกตัวโดยคิดว่าตัวเองถูกต้อง คนอื่นผิด และโทษคนอื่นตลอดเวลา จะยิ่งทุกข์มากขึ้น
คนที่ไม่ให้อภัยนั้นจะมีความทุกข์เสมือนมีบาดแผลในใจหรือมีหนามชีวิตที่คอยทิ่มแทงจิตใจตัวเอง ให้เจ็บปวดตลอดเวลาที่นึกถึงเป็นเรื่องทรมานมาก เวลาคิดขึ้นมาจะมีความเครียด รู้สึกเจ็บปวด มีการหลั่งสารคลายความเครียดคือ Adrenaline และ Cortizonine (ไม่แน่ใจต้นฉบับขาดตรงคำนี้น่ะค่ะ) ในสมองแต่ถ้าให้อภัยแล้วจิตใจสบาย พร้อมจะรักตัวเองเป็นและรักคนอื่นได้ มีความคิดสร้างสรรค์ได้ จะมีการหลั่งสารของความสุข Endophine ในสมองได้

เทคนิคการให้อภัยผู้อื่น

การให้อภัยนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนักต้องตั้งใจทำ และต้องรู้ประโยชน์ของการให้อภัยรู้จักโทษ ของการไม่ให้อภัยให้ดีด้วย และลองๆ ทำตามคำแนะนำดังนี้ครับ
1. จงสร้างภูมิคุ้มกันตัวเองให้มากขึ้นโดยให้มีความพร้อมจะให้อภัยคนได้ง่ายขึ้น และโกรธคนได้น้อยลง เพราะรู้แล้วว่าถ้าโกรธแค้นแล้วไม่ดีอย่างไร และรู้ว่าการให้อภัยเป็นสิ่งที่ยาก แต่มีผลดีมาก เราจะสร้างภูมิคุ้มกันได้โดยขอให้ถ่อมตน อธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุณนับถือทุกคืนว่า ขอให้คุณได้รับพลังจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น เพื่อทำให้คุณ
· สามารถรักคนอื่นได้มากขึ้น
· สามารถให้คนอื่นได้มากขึ้น
· สามารถให้อภัยคนอื่นได้มากขึ้น และขอให้คุณ
· ได้รับความรักจากคนอื่นมากขึ้น
· ได้รับการให้จากคนอื่นมากขึ้น
· ได้รับการให้อภัยจากคนอื่นมากขึ้น
จะทำให้คุณมีความพร้อมจะให้อภัยคนอื่นได้มากขึ้นและง่ายกว่า และเป็นการเตรียมตัวถ่อมตัว รับเอาพลังจากสิ่งที่อยู่เหนือกว่าคุณที่คุณนับถือ มาไว้ในใจของคุณเพื่อให้คุณมีพลัง จะทำในสิ่งที่ยากนี้ได้ดีขึ้น
2. ใช้สติ ปัญญา ให้มากขึ้น โดยให้คิดว่า คนที่ทำให้เราโกรธนั้นเขาอาจจะมีข้อบกพร่องในตัว ซึ่งเป็นความปรกติของบุคคลทั่วไป ที่เกิดมามีความบกพร่องในตัวทุกคน และมีความไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน จะทำให้เรามองความผิด และความบกพร่องของเขาเป็นเรื่องปรกติ รวมทั้งตัวเราก็สามารถทำความผิดหรือมีความบกพร่องได้ด้วย
คนที่มีความบกพร่องนั้นจะได้รับความทุกข์จากความบกพร่องของเขา เช่น คนที่ปากพล่อยชอบด่าว่า ก้าวร้าวต่อคนอื่น เขาก็จะมีศัตรูมาก เมื่อเขาโกรธง่ายก็ทำให้เป็นโรคหัวใจ หรือความดันโลหิตสูง หรือมีภูมิต้านทานต่ำได้ง่าย
เชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม ถ้าหากเขารังแกเรา ทำให้เราทุกข์ ก็ให้คิดว่าเป็นเรื่องของวิบากกรรม ตามมาถึงเราให้ถ่อมใจรับเสียและทำความดีมากขึ้น (ในกรณีที่ต่อสู้ด้วยกฎหมายไม่ได้ แต่ถ้าหากต่อสู้ด้วยกฎหมายได้ก็ให้ดำเนิน ตามกฎหมายไป ถ้าสู้แล้วแพ้ก็ให้ถือว่าเป็นเรื่องของวิบากกรรมดังกล่าวแล้ว ให้ถ่อมตัวยอมรับและรีบทำความดีให้มากขึ้น
ถ้าไม่อยากต่อสู้ทางด้านกฎหมายและความแค้นยังคาใจอยู่ ก็ให้นึกถึงผลของความแค้นของเรา ที่ทำให้สารของความเครียดหลั่งออกมา เกิดความไม่เป็นสุขและเป็นโรคทางกายตามมาได้มาก เพราะใจของเราจะใฝ่คิดถึงแต่ความทุกข์เสมอๆ
ถ้ายังแค้นอยู่และไม่ให้อภัยเท่ากับเราเป็นผู้แพ้ เพราะยิ่งคิดยิ่งแค้นและทำอะไรไม่ได้ ไม่มีความสุข มีแต่ความทุกข์ตลอดเวลา แต่ถ้าเราแค้นและให้อภัยได้ เราคือผู้ชนะ เพราะเราไม่แคร์ว่า เขาทำอะไรให้เราในอดีตแล้ว เราคิดเป็นแล้ว เราทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่และลำบากคือการให้อภัยได้แล้ว
ผลของการทำความผิดของเขาที่ทำต่อเรานั้น ให้เป็นเรื่องการตัดสินและลงโทษ ตามกติกาของกฎแห่งกรรมเถิด
            3. ให้ถ่อมตัวให้มากขึ้นอีก สติปัญญา และวิจารณญาณจะเกิดขึ้นได้มากขึ้นอีกโดยคิดได้ว่าเราตั้งมาตรฐานตัวเองสูงเกินไปหรือเปล่า ระแวงมากไปไหม คิดมากไปไหม จับผิดเขามากไปไหม ทำให้คิดว่าเขาทำผิดต่อเรา และย้ำคิดซ้ำๆ มากไปจนเกิดความทุกข์จากความโกรธแค้นมากไปหรือเปล่า
เกิดความเข้าใจสภาพปรกติของมนุษย์ว่าต้องมีความผิดความบกพร่องและสามารถยอมรับ ความบกพร่องของคนอื่นได้เห็นใจในความผิดบกพร่องของงเขาได้อยากช่วยเหลือเขา และจะอภัยได้ง่ายขึ้นเพราะรู้ว่าเขาก็ทุกข์จากข้อบกพร่องของเขา เขาไม่ได้มีความสุข จากการทำผิดต่อเราอย่างที่เราคิดหรอก
ทุกอย่างที่เราคิดโกรธแค้นแล้วเกิดความทุกข์นั้น ไม่ใช่ทุกข์ถาวรหรอก ทุกอย่างจะแปรเปลี่ยนไป ตามกฎของปรมัตถ์สัจจะที่มีความเป็นอนิจจังทั้งนั้น อย่าไปคิดยึดติดว่าเราจะต้องทุกข์มากๆ ตลอดไป จงหาทางคลายทุกข์ให้ผ่านไปเร็วๆด้วยการให้อภัยไม่ดีกว่าหรือ (ถ้าคิดอย่างนี้ถือว่ามีวิจารณญาณ หรือ Insight ได้แล้ว)
4. ให้ออกกำลังกายแบบเคลื่อนไหวและไม่แข่งขัน (Aerobic Exercise) เช่นการวิ่งจ๊อกกิ้ง เพื่อให้สารความสุขหลั่งออกมาและให้นึกถึงภาพตัวเองมีความสุขจากการให้อภัยคนอื่น และให้นึกถึงภาพตัวเองมีความทุกข์จากการไม่ให้คนอื่น จะทำให้อยากให้อภัยได้ง่ายขึ้น
5. ชื่นชมตัวเองให้มากๆเมื่อคิดได้ดังกล่าว หรือเริ่มลงมือทำอะไรเพื่อการให้อภัยดังกล่าวแล้ว จะเกิดกำลังใจได้มากขึ้น

ผู้ให้อภัยคือผู้ชนะ

เมื่ออภัยได้แล้วจะเกิดปรากฏการณ์ดังนี้
1. คุณคือผู้ชนะ เพราะคุณไม่แคร์เขาแล้ว
2. คุณไม่ผูกมัดตัวเองกับหนามชีวิต หรือบาดแผลหัวใจต่อไปแล้ว เลิกเจ็บปวดกับมันเสียที   
3. สารความสุข Endophine ก็จะหลั่งในสมองมากขึ้น มีความสุขมากขึ้น
4. ชื่นชมตัวเองได้มากขึ้น ว่าสามารถทำสิ่งที่ยากแต่สร้างสรรค์ได้แล้ว หัวใจคุณจะเปิดรับการรักตัวเองเป็นรักคนอื่นได้ เสน่ห์จะเกิดตรงที่คุณรู้จัก รักคนอื่นได้มากนี่แหละครับ
มนุษย์จะรักคนที่รักมนุษย์เป็นเพราะอยู่ด้วยแล้วจะรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัยเป็นมิตร การให้อภัยนี้ถือเป็นงานชิ้นเยี่ยมของชีวิตเชียวน่ะครับ เพราะทำได้ยาก ลดความทุกข์ได้มาก เกิดความสร้างสรรค์มากและเป็นการยกระดับจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ให้สูงขึ้นมากมาย

การสร้างมิตรไมตรีกับผู้อื่น

คนเราทุกคนไม่มีใครสามารถจะอยู่ในโลก ในสังคม ได้โดยลำพังคนเดียวได้ การจะประกอบกิจการใดๆ จำเป็นที่จะต้องมีผู้ให้ความร่วมมือ ช่วยเหลือสนับสนุนจากคนรอบข้าง ตั้งแต่เกิดจนตาย ดังนั้นการสร้างมิตรไมตรีกับคนรอบข้าง จึงเป็นแนวทางที่จะนำความสำเร็จและประโยชน์มาสู่ชีวิตของท่าน มากกว่าจะเป็นการสูญเปล่า การมีคนรัก คนชื่นชม และให้ความรักใคร่ ช่วยเหลืออย่างจริงใจ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ จำเป็นต้องอาศัยความจริงใจ และซื่อสัตย์ต่อมิตรภาพของท่านกับคนอื่น การสร้างมิตรไมตรีกับผู้อื่นนั้น ท่านไม่ต้องใช้เงินใช้ทองแต่อย่างใด ไม่ต้องสูญเสียเวลามากมายเลย เพียงแต่ท่านให้ความจริงใจกับคนรอบข้างเท่านั้น สิ่งที่ท่านจะได้รับกลับคืนนั้น มากมายมหาศาลเลยค่ะ
การจะได้ใจจากใครนั้นมีหลักว่า ท่านก็ต้องมอบใจของท่านให้เขาเช่นกัน เป็นเรื่องตรงไปตรงมา ไม่ใช่เรื่องยากเย็นแสนเข็ญแต่อย่างใด ที่จะได้น้ำใจจากคนรอบข้าง ถ้าท่านได้นำข้อแนะนำนี้ไปปฏิบัติค่ะ
มีสุขภาพดีและรักษาสุขภาพให้ดีอยู่เสมอ การจะให้ใครๆ ชื่นชมและนิยมยกย่องสิ่งสำคัญ คือ การรู้จักรักษาสุขภาพให้ดีอยู่เสมอ เพราะเป็นการบอกกับคนทั่วไปว่า ท่านมีความรักและเอาใจใส่ตัวเองเป็นอย่างดีด้วย อีกทั้งการรักษาสุขภาพให้แข็งแรงยังเป็นการทำให้บุคลิกของท่านดูดี มีความสดชื่นแจ่มใสมองแล้วชื่นตาชื่นใจ
มีความเสมอต้นเสมอปลายกับมิตร คนเราทุกคน ชอบที่จะคบหาคนที่มีความจริงใจและเปิดเผย เคยปฏิบัติตัวเช่นไรก็เป็นเช่นนั้น มีน้ำใจไมตรี โอบอ้อมอารี เคยเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ยิ้มแย้มแจ่มใส และเป็นมิตร ไม่ใช่จะพูดและให้ความยกย่องชื่นชมในยามที่ตนเดือดร้อน หรือต้องการความช่วยเหลือเท่านั้น แต่พอหมดธุระ หรือไม่ต้องการความช่วยเหลือ เดินสวนกันก็แสดงความเฉยเมยไม่พูดไม่จา หรือเวลาอารมณ์ไม่ดีเจอหน้าก็ไม่ยิ้มแย้ม ไม่ทักทาย แต่พออารมณ์ดีก็จะหวานมาแต่ไกล อย่างนี้ใครๆ เขาก็จะเห็นว่า ท่านเป็นคนไม่สม่ำเสมอ เป็นคนลักปิดลักเปิด และไม่แน่ใจว่า ท่านจะมาอารมณ์ไหน เห็นว่าท่านไม่จริงใจ อย่างนี้ไม่มีทางที่ท่าน จะเอาชนะใจใครได้เลยค่ะ
เป็นคนที่มีความเอาใจใส่คนข้างเคียง รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา รู้ว่าทำอย่างนี้เพื่อนไม่ชอบ หรือรู้ว่าสิ่งใดจะเป็นสิ่งที่ทำให้เพื่อนหงุดหงิดรำคาญใจก็ไม่ทำ หรือดูว่าเพื่อนมีความทุกข์กายทุกข์ใจอย่างไร บางครั้งก็จำเป็นที่จะต้องรับฟังเรื่องราวความเป็นไปในชีวิตของคนข้างเคียงบ้าง ว่าเขามีทุกข์มีสุขอย่างไร การเป็นผู้ที่ช่วยรับฟังคนข้างเคียง ในยามที่เขามีความทุกข์ นับว่าเป็นการช่วยเหลือทางใจได้มากทีเดียว หรือในยามที่เขามีความสุข ในยามที่เขาได้ดีก็พลอยยินดีไปกับเขาด้วย ไม่อิจฉาริษยา ทำเช่นนี้จะทำให้ท่านได้ใจของคนข้างเคียงมาครอง ได้อย่างแน่นอนค่ะ
เป็นคนตรงต่อเวลา คุณสมบัติข้อนี้ ยังเป็นข้อด้อยของคนไทย เพราะคนไทยเราไม่ค่อยจะมีวินัยในตนเอง และไม่ตรงต่อเวลา การฝึกเป็นคนตรงต่อเวลา จะทำให้คนรอบข้างชื่นชมในตัวท่าน เพราะท่านไม่ทำให้ใครๆ เสียเวลาเพราะท่าน การนัดหมายในเรื่องสำคัญๆ ทั้งในเรื่องการงานและเรื่องส่วนตัวท่านก็ไม่เคยล่าช้า เหล่านี้จะทำให้ท่านได้รับความยอมรับนับถือ และชื่นชม ในการเป็นคนตรงต่อเวลาของท่านค่ะ
หาความรู้ใส่ตัวอย่างสม่ำเสมอ การเป็นคนที่รอบรู้มีความรู้ในเรื่องต่างๆ รอบตัวไม่ใช่รู้เฉพาะในเรื่องที่ตนศึกษาเล่าเรียน หรือเฉพาะในงานของตนเท่านั้น การเป็นคนรู้กว้างและลึกซึ้ง จะทำให้คนรอบข้างของท่านรู้สึกทึ่งและชื่นชม และใครๆ ก็อยากที่จะมาปรึกษาหารือด้วยเรื่องต่างๆ อยู่เสมอ เมื่อท่านต้องการความช่วยเหลือคนรอบข้างก็พร้อมจะให้ความช่วยเหลือท่าน อย่างเต็มใจค่ะ
เป็นผู้มองโลกในแง่ดี มองเห็นความสดใส สดชื่นในการมองโลก การจะดำเนินชีวิตอยู่ในโลกนี้อย่างมีความสุขตามสมควร ควรจะต้องมีมุมมองในการมองโลกหลายแง่ มีมุมมองที่ขบขันบ้าง โดยเฉพาะท่านที่อยู่ในวัยที่เริ่มเข้าสู่วัยกลาง รู้จักผ่อนคลาย ยิ้มบ้างกับบางเรื่อง หัวเราะบ้างเมื่อเกิดอุปสรรคหรือติดขัด แม้จะมีความไม่สมหวังบ้าง ก็ไม่จำเป็นจะต้องทุกข์ทรมาน หรือเอาจริงเอาจังจนเกินไป การเป็นผู้มีอารมณ์ขัน จะทำให้ผู้ใกล้ชิดเกิดความรู้สึกผ่อนคลาย และต้องการที่จะอยู่ใกล้ชิดกับท่าน
เป็นผู้มีความหวังในชีวิตเสมอ การเป็นผู้มีความหวังในชีวิต ใครๆ จะมองว่าคุณเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้และไม่ท้อถอยในการดำเนินชีวิต เป็นคนที่มีความกระตือรือร้น มองโลกอย่างผู้ชนะ และเป็นผู้ที่ให้โอกาสกับตนเอง ให้พบกับความสำเร็จในชีวิต
ปรับปรุงตนเองอยู่เสมอ การที่ใครจะหันมาปรับปรุงตนเองได้นั้น ต้องมาจากการที่มีใจเที่ยงตรงยุติธรรม ไม่อคติเข้าข้างตนเอง เมื่อสำรวจตนเองแล้วพบว่าตนเองมีข้อบกพร่อง ก็ปรับปรุงตนเองในเรื่องที่บกพร่องนั้น หรือการปรับปรุงตนเอง จากการที่ได้ฟังคำแนะนำตักเตือนจากคนรอบข้าง จะทำให้คุณได้รับความรักและความชื่นชมจากคนรอบข้างมากยิ่งขึ้นค่ะ
            เป็นอย่างไรค่ะ ลองปฏิบัติดูนะคะ แล้วคุณจะพบว่าคุณได้รับ ความเอื้อเฟื้อและความจริงใจรอบข้างมากขึ้นค่ะ